T O P

UFABETWIN ไม่ใช่แค่ยุโรป : วงการกีฬาคว่ำบาตรรัสเซีย ส่งผลต่อวงการกีฬาโลกอย่างไร

การคว่ำบาตรรัสเซียในวงการกีฬา ถือเป็นอีกหนึ่งในมาตรการตอบโต้ ไม่ต่างจากการปิดน่านฟ้าหรือกำแพงทางการค้าที่ประชาคมโลกตอบสนอง หลังมหาอำนาจแห่งยุโรปตะวันออกเปิดฉากการโจมตีประเทศยูเครน

แน่นอนว่า รัสเซีย ย่อมได้รับผลกระทบจากการถูกทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยว แต่โลกกีฬายังต้องเดินหน้าต่อไปแม้ปราศจากแดนหมีขาว และต้องเจอกับผลกระทบที่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

จะมาเผยให้เห็นว่าวงการกีฬาทั่วโลกจะได้รับผลอะไรบาง เมื่อพวกเขาตัดสินใจตัดรัสเซียออกจากวงการกีฬาแบบไม่มีกำหนด

โค่นต้นไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่บอกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ที่สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ยิ่งใหญ่มหาศาล ซึ่งวลีดังกล่าวสามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับสถานการณ์ของโลกกีฬาในปัจจุบันได้อย่างใกล้เคียง เพียงแต่อาจต้องเปลี่ยนคำให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นเป็น “โค่นต้นไม้สะเทือนถึงดวงดาว”

เพราะรัสเซียไม่ใช่ประเทศตัวเล็กตัวน้อย แต่เป็นมหาอำนาจในโลกกีฬาที่มีอิทธิพลทั้งในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยการรับบทบาทเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 นับเป็นก้าวสำคัญของแดนหมีขาวในวงการกีฬา ที่ส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะเข้ามาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของการต่อรองอำนาจในโลกกีฬา

การถอนรากถอนโคนประเทศรัสเซียออกจากวงการกีฬาจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของการคว่ำบาตรมหาอำนาจแห่งยุโรปตะวันออก หลังรัสเซียส่งกองทัพเข้าโจมตีประเทศยูเครน โดยวงการฟุตบอลได้ทำการตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วยการแบนรัสเซียจากการเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ รวมถึงแบนรัสเซียจากการแข่งขันทุกรายการที่รับรองโดย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ และ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ

ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือก็สั่งแบนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ชาวรัสเซียจากเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานานาชาติทุกชนิด ซึ่งคำสั่งตรงนี้ในเบื้องต้นจะทำให้รัสเซียหมดสิทธิ์ลงแข่งขันในพาราลิมปิกฤดูหนาว ที่กำลังเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม-เมษายน 2022

ทั้งหมดนี้คือการคว่ำบาตรหลัก ๆ ของวงการกีฬาต่อรัสเซีย ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบหลักย่อมหนีไม่พ้นรัสเซียเอง โดยตอนนี้แดนหมีขาวตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า หรือ การแยกตัวทางกีฬา ซึ่งจะส่งผลให้รัสเซียยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากการสนับสนุนและความร่วมมือจากหน่วยงานส่วนกลาง รวมถึงชาติสมาชิกในแต่ละกีฬา ซึ่งท้ายที่สุดการคว่ำบาตรในลักษณะนี้จะส่งผลให้วงการกีฬารัสเซียค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตามวงการกีฬาในภาพรวมทั้งหมดย่อมได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรรัสเซียเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ผลกระทบในแง่ลบซึ่งอาจนำมาสู่วิกฤตในภายหลังแบบรัสเซีย แต่การถอดผู้เล่นคนสำคัญออกจากหน้ากระดาน ย่อมทำให้วงการกีฬาฝั่งตะวันตกมีการปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน

เราเห็นความวุ่นวายของ ที่ต้องหาสนามนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2022 แห่งใหม่ หลัง เครสตอฟสกี สเตเดียม หรือ ก๊าซพรอม อารีนา ถูกแบนจากฝ่ายจัดการแข่งขัน, เราเห็นการประกาศยกเลิกสัญญา นิกิต้า มาเซปิน นักแข่งชาวรัสเซียของทีมฮาส ก่อนการแข่งขัน F1 ฤดูกาล 2022 จะเริ่มต้นเพียงไม่กี่วัน, เราเห็นการยกเลิกสัญญาระหว่าง ขณะที่การขยายตลาดกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งในรัสเซียเป็นไปอย่างเข้มข้น

 

UFABETWIN

 

ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ไม่เล็กน้อย ซึ่งส่งผลกระทบกลับมายังวงการกีฬาหลังการตัดสินใจคว่ำบาตรรัสเซีย มันกลายเป็น ที่วงการกีฬาทั่วโลกต้องยอมรับขณะที่ยังเดินหน้าต่อตามปกติ ขณะที่วงการกีฬารัสเซียก็ต้องหยุดชะงักลง

นี่คือความท้าทายที่วงการกีฬาต้องเผชิญหน้า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกอย่างไม่สามารถหยุดได้ นี่ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดที่บรรดาผู้มีอำนาจในโลกกีฬาต้องเริ่มคิดกันว่า “หากกีฬานี้ไม่จัดการแข่งขันในรัสเซียจะเป็นอย่างไร ?” หรือ “ถ้าทีมเราไม่มีนักกีฬารัสเซียจะเสียหายแค่ไหน ?” ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงสถานการณ์เช่นนี้หายไปจากโลกของเราราว 30 ปีแล้ว

สิ่งสำคัญคือไม่มีใครรู้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียจะสิ้นสุดลงเมื่อไร การวางแผนระยะยาวของวงการกีฬาที่จะเดินหน้าโดยตัดรัสเซียออกไปจากความทรงจำอาจเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำในขณะนี้ ย้ำกันอีกครั้งว่าการคว่ำบาตรรัสเซียไม่ได้ก่อปัญหาแก่วงการกีฬาในภาพรวม

แต่ผลกระทบนั้นเกิดขึ้นจริงหลังโค่นต้นไม่ชื่อประเทศรัสเซียออกจากวงการกีฬา นี่จึงถือเป็นคำถามต่อบรรดาผู้มีอำนาจในโลกกีฬาว่าพวกเขาจะจัดการกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร จนกว่าที่ทุกอย่างจะดำเนินไปตามปกติและทุกคนลืมไปว่ามีประเทศรัสเซียอยู่ในโลกกีฬาอีกต่อไป

สร้างโอกาสมากกว่าทำลายล้าง

การคว่ำบาตรรัสเซียยังสร้างผลกระทบสำคัญกับวงการกีฬาในภาพรวมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ การเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่บรรดาทุนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่บรรดากลุ่มทุนรัสเซียที่ถอนตัวหรือถูกคว่ำบาตรออกไป ซึ่งหากพูดกันตามตรงนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบต่อวงการกีฬามากที่สุด

เหมือนที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าวงการกีฬาจำเป็นต้องจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นให้กลับมาเรียบร้อยอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะวงการกีฬาจำเป็นต้องเดินต่อไปโดยไม่ติดขัด ซึ่งเป็นสาเหตุของการปฏิรูปวงการกีฬาทั้งหมดในกลายเป็นธุรกิจเหมือนในปัจจุบัน

และเช่นเดียวกับธุรกิจทั่วโลก เมื่อมีผู้ลงทุนใหญ่ตัดสินใจวางส่วนแบ่งของตัวเองลง นี่ย่อมเป็นการเปิดทางให้ผู้สนใจจะเข้ามาทำธุรกิจทางด้านกีฬาก้าวเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ตรงนี้ โดยช่องว่างที่รัสเซียทิ้งไว้ในธุรกิจกีฬาคือ การสนับสนุนทีมกีฬา, การแข่งขัน และสิทธิการเป็นเจ้าของทีม ซึ่งเป็นการลงทุนด้วยเงินก้อนโตที่จะตอบแทนด้วยผลประโยชน์มหาศาลในเวลาต่อมา

ตัวอย่างชัดเจนคือการแข่งขันเพื่อเป็นเจ้าของใหม่ของทีมเชลซี หลัง โรมัน อบราโมวิช ประกาศขายทีมอย่างเป็นทางการ นี่คือโอกาสที่บรรดากลุ่มทุนทั่วโลกจะได้เข้ามาครอบครองสโมสรฟุตบอลซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีรายได้ 520 ล้านดอลล์สหรัฐต่อปี ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหน

เมื่อบวกกับความจริงที่ อบราโมวิช ไม่บังคับให้เจ้าของใหม่ชดใช้หนี้จากเงินกู้ยืมที่เคยให้กับสโมสรจำนวน 1,514 ล้านปอนด์ เหลือไว้เพียงการเข้ามาสานต่อโปรเจ็กต์สร้างสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ แห่งใหม่ ซึ่งจะใช้งบประมาณมากถึง 2 พันล้านปอนด์ นี่จึงถือเป็นการคัดกรองให้แฟนบอลทั่วโลกมองเห็นว่า จะมีเพียงกลุ่มทุนที่มีงบประมาณแข็งแกร่งและความทะเยอทะยาน (ทางธุรกิจ) เท่านั้นที่จะเข้ามาเป็นเจ้าของใหม่ของเชลซี

UFABETWIN

 

ไม่ว่าใครจะก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของเชลซีคนใหม่ ภูมิทัศน์ของวงการฟุตบอลอังกฤษและยุโรปจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรรัสเซีย จึงนำมาสู่การถอนตัวของบรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่ในวงการกีฬา ที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด

ลองจินตนาการถึงการสนับสนุนที่บรรดาทีมกีฬาทั่วโลกต้องการ หลังธุรกิจรัสเซียมากมายถูกตัดความสัมพันธ์ ใครจะเข้ามาสนับสนุนชาลเก้ 04 แทน ? ใครจะเข้ามายื่นเงิน 40 ล้านปอนด์ ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทน? ใครจะมาสนับสนุนทีมฮาส แทน Uralkali ? นี่คือคำตอบที่โลกกีฬาต้องการในเร็ววัน และหลายฝ่ายจำเป็นต้องจับตามอง

หากการเข้ามาสนับสนุนทีมกีฬาไม่สร้างผลประโยชน์ใดกลับไป คงไม่มีการแย่งชิงพื้นที่บนหน้าอกเสื้อฟุตบอลอย่างทุกวันนี้ หลักฐานที่ดีที่สุดคือเม็ดเงินมหาศาลที่บรรดา หรือบรรดา “เพื่อนปูติน” ทุ่มลงไปในวงการกีฬาตลอดสิบปีที่ผ่านมา นั่นเพราะพวกเขารู้ว่าการสร้างตัวตนบนเวทีการฬาสามารถเป็นอำนาจอ่อน ที่กำหนดพฤติกรรมผู้คนทั่วโลกได้

เศรษฐีจากตะวันออกกลางอาจลงทุนเพิ่มขึ้น หรือบรรดาธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาสู่วงการกีฬายุโรปเต็มตัว คำตอบสามารถเป็นไปได้ทุกทาง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแน่นอนคือ มีโอกาสทางธุรกิจมากมายถูกทิ้งไว้ในวงการกีฬา หลังบรรดากลุ่มทุนรัสเซียถูกคว่ำบาตรไป

ครั้งหนึ่งรัสเซียเคยสร้างอำนาจผ่านการสนับสนุนฟุตบอลระดับทวีปและระดับโลก ผลลัพธ์คือพวกเขากลายเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และเป็นเจ้าภาพเกมฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในฤดูกาล แม้รัสเซียจะไม่ใช่มหาอำนาจในโลกลูกหนัง แต่นี่คือภาพสะท้อนว่า “อำนาจ” ในโลกกีฬาปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้วยแชมป์ แต่เป็นการสร้างอิทธิพลผ่านการสนับสนุน และลงทุนด้วยเม็ดเงิน

น่าสนใจมากว่าประเทศไหนจะสามารถสร้างอิทธิพลจากการจากไปของรัสเซียได้ เรารู้กันดีว่าฟุตบอลหรือวงการกีฬาทุกวันนี้คือการต่อรองอำนาจระดับประเทศ ใครจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ? ใครจะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ? มีแต่เม็ดเงินเท่านั้นที่จำกัดวงตัวเลือกให้เราได้

นี่คือผลกระทบสำคัญที่เกิดขึ้นกับวงการกีฬา เมื่อรัสเซียถูกคว่ำบาตรเนื่องจากการบุกประเทศยูเครน มันอาจหมายถึงการเติบโต หรืออาจหมายถึงการหยุดชะงักของธุรกิจที่กำลังเดินหน้า ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ความจริงที่เกิดขึ้นคือภูมิทัศน์ของวงการกีฬาโลกได้เปลี่ยนและจะส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลกอย่างแน่นอน

UFABETWIN

UFABETWIN ทำได้ไง? : “มาราคาน่า” ชามอ่างยักษ์ที่กาลครั้งหนึ่งเคยยัดแฟนบอลเข้าไปราว 2 แสนคน

ในปัจจุบัน การจะสร้างสนามฟุตบอลให้ใหญ่ระดับจุคนได้มากกว่า 1 แสนคนนั้นมีไม่มากนัก แต่หากย้อนกลับไปเมื่ออดีตกาล สนามมาราคาน่า ในประเทศบราซิลนั้นสามารถจุคนดูได้ราว 2 แสนคน ในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1950

นี่คือเรื่องราวของสนามที่ถูกเรียกว่า “หัวใจของบราซิล” และถูกตั้งใจไว้ให้เป็นฉากจบที่สวยงาม น่าจดจำที่สุดของฟุตบอลโลก 1950 อย่างไรก็ตาม ราว 2 แสนคนที่ว่าต้องพบกับตอนจบที่พวกเขาไม่คาดคิด และต้องจำฝังใจจนมาถึงทุกวันนี้

แดนฟุตบอลต้องมีสนามฟุตบอลบราซิล เป็นประเทศที่มีความชอบและคลั่งไคล้ในฟุตบอลไม่แพ้ชาติใดในโลก ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1950 จึงมีแนวคิดที่จะสร้าง “ฟุตบอล สเตเดียม” เพื่อประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ ในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลกสมัยแรกของพวกเขา

บราซิลได้รับการแต่งตั้งก่อนการแข่งขันจะเริ่ม 3 ปี (1947) หลังจากนั้นไม่นานนัก โครงการสร้างสนามฟุตบอลขึ้นมาใหม่ที่นำเสนอโดยรัฐบาลบราซิล ภายใต้การนำของ ยูริโก้ กาสปาร์ ดูตร้า ก็เริ่มขึ้น ก่อนที่จะมีการเพิ่มคอนเซปต์ของสนามที่กำลังวางแผนสร้างครั้งนี้ว่า “ต้องเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และตัวเลขความจุของผู้ชมที่ประมาณไว้คือ 180,000 คน

นอกจากจะทำให้ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว พวกเขายังตั้งใจจะทำให้เสร็จพร้อมใช้ภายในเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้น ความต้องการแบบสูงสุดทั้งความยิ่งใหญ่และความเร็ว ทำให้พวกเขาจะต้องใช้งบประมาณชาติมหาศาลสำหรับการสร้างสนามฟุตบอลในฝันของชาวบราซิล

แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่เห็นด้วย มีการพยายามเดินเรื่องขัดขวางและตีแผ่เรื่องการคอรัปชั่นในส่วนต่างๆตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงกลุ่มคนใส่สูท โดยผู้ที่นำทัพในการต่อต้านครั้งนี้คือ คาร์ลอส ลาเซอร์ดา นักข่าวและนักการเมืองขั้วตรงข้ามรัฐบาล รวมถึงเป็นศัตรูทางการเมืองของ แอนเจโล่ เมนเดส เดอ โมราเอส นายกเทศมนตรีเมืองริโอ เดอ จาเนโร ในขณะนั้น ซึ่งให้เหตุผลว่า การเลือกทำเลที่ตั้งสนามเหมือนถูกล็อกสเปกเอาไว้

แน่นอนว่าแม้เขาจะปลุกระดมได้ระดับหนึ่ง แต่งานใหญ่แบบนี้ถูกพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้ว บวกกับได้รับแรงสนับสนุนจาก มาริโอ ฟิลโญ่ นักข่าวกีฬาคนดังของประเทศ (ซึ่งต่อมา ชื่อของเขาถูกนำไปตั้งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของสนามแห่งนี้ด้วย) รัฐบาลบราซิลจึงเดินหน้ากับโครงการนี้ต่อไป พวกเขาจ้างสถาปนิกมือดีที่สุดในประเทศถึง 7 คนมาออกแบบ และเริ่มวางเสาเข็มต้นแรกในวันที่ 2 สิงหาคมปี 1948 จากนั้นคนงานมากกว่า 10,000 คนต่อ 1 กะก็ทำงานผลัดกะกันตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ได้สนามที่ใหญ่ที่สุดในโลกสมดังที่ตั้งใจ

ผู้รับเหมาทั้งหมด 6 ราย ปูนซีเมนต์ทั้งหมด 5 แสนถุง คานเหล็กมากกว่า 10,000 ตัน ใช้ต้นไม้จากพื้นที่ป่ามากกว่า 650,000 ตารางเมตร และคอนกรีตอีก 80,000 ตารางเมตร การสร้างสนามที่เรียกว่า “หัวใจของบราซิล” ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

UFABETWIN

 

เวลา 2 ปีผ่านไป สนามก็เสร็จสมบูรณ์ แอนเจโล่ เมนเดส เดอ โมราเอส นายกเทศมนตรีเมืองริโอ ถึงกับกล่าวว่า “วันนี้ชาวบราซิลสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเรามีสนามกีฬาที่ใหญ่และดีที่สุดในโลก ตอนนี้ได้เวลาที่โลกต้องประหลาดใจกับความกล้าหาญและความยิ่งใหญ่ด้านกีฬาของเราแล้ว”

นอกจากเรื่องของความยิ่งใหญ่ สนามแห่งนี้จะถือเป็นการสงบศึกภายในเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของแฟนบอลแต่ละสโมสร ที่มีเรื่องการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติกันในช่วงเวลานั้น อาทิ เซา เปาโล และ ฟลูมิเนนเซ่ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของความร่ำรวยและกลุ่มคนชั้นแนวหน้าของประเทศ ส่วนตัวแทนของฝั่งชนชั้นแรงงานได้แก่ ฟลาเมงโก้ เป็นต้น และไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมใดหรือมาจากชนชั้นไหนสีผิวอะไร ทุกคนจะต้องมารวมกันที่สนามมาราคาน่า เพื่อร่วมกันเชียร์ “ทีมชาติบราซิล” สนามแห่งนี้คือตัวแทนของความเป็นหนึ่งเดียวของบราซิลในทางหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก

สนามฟุตบอลที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก อัฒจันทร์เป็นลักษณะรูปวงกลมซ้อนกันขึ้นไป ชื่อ มาราคาน่า สเตเดียม มาจากชื่อของ แม่น้ำมาราคาน่า ที่ไหลผ่านไปยังส่วนต่างๆของประเทศบราซิล

ใหญ่ที่สุด จุคนเยอะที่สุด การเปิดสนามอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 1950 ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่ม โดยเป็นการเจอกันระหว่างทีมรวมดาราของรัฐ เซา เปาโล กับ รวมดาราของรัฐ ริโอ เดอ จาเนโร โดยในเกมนั้นมีการกล่าวอ้างโดยเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันของฝั่งบราซิลว่าสามารถจุคนดูได้ทั้งหมด 200,000 คน ในขณะที่ตัวแทนจาก กินเนสส์ บุ๊ก นั้นระบุว่าอยู่ที่ 155,000 คน หรือเต็มที่สุดๆ 180,000 คน ไม่เกินไปกว่านี้

เหตุผลที่ไม่สามารถระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ในตอนแรกเนื่องมาจากมีการเปิดขายตั๋วแบบไม่อั้นและขายในราคาที่ถูกมาก แม้ไม่ได้ระบุราคา แต่สำนักข่าวอย่าง BBC ก็บอกคร่าวๆว่ามันถูกมากพอที่ชนชั้นกลางค่อนล่างในกรุงริโอจะหาซื้อได้ นั่นหมายความว่าหากใครพอมีรายได้สักหน่อยก็สามารถเข้าไปชมเกมในมาราคาน่าได้อย่างไม่เบียดเบียนค่าครองชีพ

แต่การจะบอกว่าขายตั๋วได้ทั้งหมดกว่า 2 แสนใบคงเป็นไปได้ยาก นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขของทางกินเนสส์ บุ๊ก กับทางบราซิลรายงานมาไม่เหมือนกัน โดยมีการเปิดเผยในภายหลังว่าสาเหตุที่คนดูเข้าไปสนามมากกว่าความจุได้ เนื่องจากสนามมาราคาน่า เป็นสนามที่ไม่มีที่เก้าอี้นั่ง แต่จะเป็นอัฒจันทร์คอนกรีตยาวๆ ดังนั้น การเบียดเสียดกันบนอัฒจันทร์ก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ช่วยเพิ่มจำนวนคนได้มากอีก 20,000-50,0000 คน

และยิ่งไปกว่านั้น ในวันแข่งจริงยังมีบางส่วนของสนามที่มีช่องโหว่สามารถทำให้มีการถ่ายภาพได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถเข้าสนามมาราคาน่าไปชมเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้โดยที่ไม่มีตั๋ว

มาราคาน่า เป็นสังเวียนที่บราซิลลงแข่งขันในฟุตบอลโลก 1950 ในเกมนัดเปิดสนามที่ บราซิล ชนะ เม็กซิโก 4-0 โดยเกมนั้นมีการยืนยันจำนวนผู้เข้าชมอย่างเป็นทางการที่ 81,649 คน ก่อนจะเพิ่มเป็น 142,429 คนในเกมรอบสุดท้ายของนัดแบ่งกลุ่มที่ บราซิล ชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 และมาแตะหลัก 152,772 ในเกมรอบตัดสินแชมป์ที่ บราซิล ชนะ สเปน 6-1 (ฟุตบอลโลกครั้งดังกล่าว แชมป์ของทั้ง 4 กลุ่มจะต้องมาเตะแบบพบกันหมดเพื่อหาแชมป์โลก)

ณ เวลานั้น ทางการบราซิลพอใจมากกับตัวเลขผู้เข้าชมที่คิดเป็น 10% ของประชากรในนครริโอ เดอ จาเนโร แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ต้องจารึกเมื่อเกมนัดสุดท้ายมาถึง มาราคาน่า ทำลายสถิติเดิมของของตัวเองขาดลอย เมื่อ บราซิล มาเจอกับ อุรุกวัย เพื่อนร่วมทวีป ซึ่งกลายเป็นเกมตัดสินแชมป์โลกด้วย และมีแฟนอลเข้าชมเกมถึง 173,850 คนที่เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าจริงๆแล้วมันมากกว่านั้นอีก 20,000-30,000 คน บางที่ก็รายงานว่ามีคนมากกว่า 2 แสนคนอยู่ในสนามวันนั้น และนั่นทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า

ผู้คนที่อยู่ในสนามมาราคาน่าเมื่อนัดชิงฟุตบอลโลก 1950 ต่างเล่าถึงบรรยากาศว่า ในวันนั้นเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ทั้งเสียงเชียร์ จำนวนคน และสภาพสนามที่ใหญ่โอ่อ่า หนึ่งในคนที่ออกมาถ่ายทอดผ่าน BBC คือ อัลซิเส กีญ่า นักเตะทีมชาติอุรุกวัยชุดนั้น ที่ออกมาบอกว่า “บรรยากาศพิเศษกว่าทุกสนามบนโลกนี้ กองเชียร์บราซิลกระโดดโลดเต้นด้วยความปลื้มปิติพร้อมกับความตื่นเต้น พวกเขามากันเกินความจุ เพราะคิดว่าพวกเขาจะจบการแข่งขันครั้งนี้ด้วยการเป็นแชมป์โลก”

ไม่แปลกที่ชาวบราซิลจะมั่นใจ พวกเขาฟอร์มดีมาตลอดทัวร์นาเมนต์ ยิงคู่แข่งถล่มทลาย ชนะ สเปน 6-1 ชนะ สวีเดน 7-1 เป็นต้น จนมีการทำเพลงเชียร์ที่มีชื่อว่า ขณะที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ใช้คำว่า แชมป์โลก อย่างอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งในอีกทางมันคือการกระตุ้นให้แฟนๆอยากมีส่วนร่วมในเกมนัดประวัติศาสตร์เกมนี้

 

UFABETWIN

 

บราซิลเตรียมงานฉลองแชมป์และวางแผนจัดปาร์ตี้ขนาดใหญ่ตั้งแต่ที่เกมยังไม่ได้แข่งขัน นายกเทศมนตรีเมืองริโอให้โอวาทนักเตะก่อนแข่งขันว่า “คุณจะใช้เวลาอีก 2-3 ชั่วโมงต่อจากนี้เพื่อทำให้พวกเราได้ยกย่องว่าเราคือแชมป์ และมันจะเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนนับล้านที่นี่ ไม่มีคู่แข่งคนไหนที่จะต้านทานคุณได้อีกแล้ว คุณสามารถชนะได้ทุกทีม พวกคุณเป็นทีมที่ผมจะแสดงความยินดีในฐานะผู้ชนะในตอนจบของวันนี้”

อย่างไรก็ตาม อุรุกวัย ณ ตอนนั้นคือแชมป์โลก 1 สมัย (เมื่อปี 1930 ที่บ้านของพวกเขาเอง) การประกาศศักดาของสื่อบราซิลบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ อับดูลิโอ บาเรล่า กัปตันทีมชาติอุรุกวัยชุดนั้น ใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมเพื่อนร่วมทีมของเขา ด้วยการซื้อหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับมาวางลงบนพื้นห้องน้ำให้เพื่อนๆร่วมทีมของเขาเห็น เขาเริ่มถ่มน้ำลายและปัสสาวะรดหนังสือพิมพ์พวกนั้นเพื่อปลุกใจให้ทีมสามารถสร้างเหตุการณ์หักหน้าชาวบราซิลทั้งประเทศได้

เมื่อเกมเริ่มขึ้น บราซิล ยิงนำไปก่อนในนาทีที่ 47 โดย ฟรีช่า ประตูดังกล่าวสร้างปรากฏการณ์สนามแตกอย่างแท้จริง แฟนบอลบราซิลฝันไปไกลและคิดแผนฉลองแชมป์กันแล้ว ทว่าในช่วง 25 นาทีสุดท้ายของเกม อุรุกวัย ก็มายิง 2 ประตูพลิกกลับมานำและเป็นผู้ชนะ โดยคนยิงประตูชัยได้แก่ อัลซิเส กีญ่า ประตูของเขาทำให้สนามที่มีคนมากกว่า 2 แสนคนเงียบเป็นเป่าสากอย่างแท้จริง

“บรรยากาศเหมือนคุณกำลังไปงานศพญาติสนิท เหมือนพ่อเหมือนแม่เสียชีวิตเลย เราพูดไม่ออก มันเป็นช่วงเวลาที่เราควรส่งเสียงเชียร์ทีม แต่มันช็อกจนทุกคนเงียบกริบ” แฟนบอลรายหนึ่งกล่าวกับ BBC

“พวกเราไม่กระดุกกระดิกไปไหนนานกว่า 15 นาทีทันทีที่กรรมการเป่าจบเกม ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ชัดว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดในโลกได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว”

หลังความพ่ายแพ้ บาร์และร้านอาหารหลายแห่งในริโอ เดอ จาเนโร ปิดให้บริการตลอดทั้งวัน เนื่องจากไม่มีใครในเมืองอยากจะอยู่ในบรรยากาศงานรื่นเริงและไม่อยากออกไปไหน หนังสือพิมพ์เปลี่ยนพาดหัวข่าวอย่างรวดเร็วเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น สื่ออย่างต้องพาดหัวใหม่ว่า (ดราม่า, โศกนาฏกรรม และเรื่องขำขื่น)

การแข่งขันนัดนี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “Maracanazo” ซึ่งแปลว่า “การระเบิดที่ยิ่งใหญ่ของมาราคาน่า” และหลอกหลอนชาวบราซิลมาหลายทศวรรษ (ก่อนที่เกม เยอรมนี ยำ บราซิล 7-1 ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 จะมาเทียบเคียง) ตำนานฟุตบอลบราซิล เปเล่ ที่ฟังวิทยุอยู่ที่บ้านจำได้เสมอว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ่อร้องไห้

และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับตอนจบที่ดราม่าแถมดูใจร้ายกับเจ้าภาพอย่างบราซิลเหลือเกิน

 

UFABETWIN